# “ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ คงไม่มีชาติบ้านเมือง”97ปี“พล.อ.เปรม”บนเส้นทางจงรักภักดี“กับพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่10 “มีป๋าอยู่ก็อุ่นใจ”.. - Jaisanook

Latest

# “ถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ คงไม่มีชาติบ้านเมือง”97ปี“พล.อ.เปรม”บนเส้นทางจงรักภักดี“กับพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่10 “มีป๋าอยู่ก็อุ่นใจ”..

Loading...


จากกรณีเมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2559 ที่ผ่านมาได้มีประกาศแต่งตั้งประธานองคมนตรี โดยระบุว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่ประธานองคมนตรี ได้กราบถวายบังคมลาออกจากตำแหน่งประธานองคมนตรีและทรงพระราชดำริเห็นเป็นการสมควรแต่งตั้งประธานองคมนตรี อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 2 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 ประกอบกับมาตรา 12 มาตรา 13 และมาตรา16 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯแต่งตั้งให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ เป็นประธานองคมนตรี ตั้งแต่ วันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2559 เป็นปีที่ 1 ในรัชกาลปัจจุบัน ผู้รับสนองพระราชโองการ นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ

สำหรับพลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้นอย่างที่ทราบกันว่ามีโอกาสถวายงานใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ เป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์ ต่อสถาบันและประเทศชาติ

 ทั้งนี้หลังพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้พลเอกเปรม เป็นองคมนตรี ในวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2531 จากนั้นในวันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2531 ได้รับโปรดเกล้าฯ ยกย่องให้เป็นรัฐบุรุษ และในวันที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2541 มีพระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานองคมนตรี โดยพลเอกเปรม ถือว่าการได้รับโปรดเกล้าฯให้เป็นประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษนั้น เป็นเกียรติยศสูงสุดของชีวิต


ใน “อารัมภบท”  ของหนังสือ  “รัฐบุรุษชื่อเปรม ”  บรรยาย  ความรู้สึกที่มีต่อพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ไว้ว่า ตลอดระยะเวลาที่ได้มีโอกาสปฎิบัติหน้างานใกล้ชิดกับท่าน ทั้งด้านการทหาร และการบริหารราชการแผ่นดิน ทำให้ตระหนักดีถึงคุณลักษณะของตัวท่านว่าเป็นผู้ที่มีความเสียสละอันยิ่งใหญ่ อุทิศชีวิตเพื่อส่วนรวม และประเทศชาติอย่างแท้จริง มีความซื่อสัตย์สุจริตยึดมั่นในชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมีความจงรักภักดีและเทิดทูนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ อย่างสูงยิ่ง

  เมื่อครั้งที่พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้ตอบคำถามแก่ผู้สื่อข่าวมากมายหลายเรื่องแต่มีอยู่ตอนหนึ่งท่านได้พูดถึงความรู้สึกของท่านต่อสถาบันหลักของชาติว่า

“ เราต้องยอมรับว่าราชวงศ์จักรีรักษาบ้านเมืองมาตั้งแต่ประวัติศาสตร์ สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวองค์ปัจจุบัน ท่านได้เสียสละทุกอย่าง เหน็ดเหนื่อย เพื่อจะทำให้เกิดความคิดของพระองค์ท่านคิดแต่เรื่องของคนอื่น เรื่องของพระองค์เองผมไม่คิดว่าจะคิด เท่าที่ผมเฝ้าสังเกตดูพระองค์ท่านนึกแต่เรื่องของคนอื่นตลอดเวลา ... ”


ตัวแทนทหาร ตำรวจ เข้ากล่าวอวยพรในวันขึ้นปีใหม่ 2530 นั้น ท่านกล่าวตอบตัวแทนเหล่านั้น ความตอนหนึ่งมีถึงสิ่งที่ยึดมั่นสูงสุดว่า

 “…..ทุกคนได้ปฎิญาณกันทุกปี จะต้องทำอะไรบ้าง จะต้องรักษาสถาบันพระมหากษัตริย์ ชาติ บ้านเมือง ทุกคนรู้ดีว่าบ้านเมืองนั้นถ้าไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์คงไม่มีชาติบ้านเมือง ”

 ใครเขาจะเข้าจอย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องของเขา แต่เรื่องของเราเป็นเรื่องที่จะต้องยึดมั่นในเรื่องนี้ ........

 ในโอกาสนี้ขออัญเชิญพระบารมีปกเกล้าปกกระหม่อมของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ และสิ่งศักดิ์สิทธิ์สิ่งหนึ่งสิ่งใดในการดำรงธำรงบ้านเมืองไว้ได้โปรดคุ้มครองบรรดาพวกเราให้มีความรัก ความกลมเกลียวสามัคคีเพื่อให้เกิดพลังมหาศาล ในอันที่จะผดุงชาติบ้านเมืองให้มั่นคง ให้พี่น้องชาวไทยของเรามีความร่มเย็นเป็นสุข....



เราพบการแสดงความจงรักภักดีของพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ที่มีต่อพระมหากษัตริย์ได้มากมาย แม้แต่ในนโยบายที่จะใช้บริหารประเทศ

 “ นโยบายที่เราแถลงต่อสภาไปแล้วนั้น ถ้ามองกันให้ลึกซึ้งแล้วจะเห็นว่า สาระสำคัญของนโยบายทุกข้อทุกประการเน้นถึงเรื่องผลประโยชน์ของชาติบ้านเมืองเป็นสำคัญ

  เน้นถึงเรื่องการเทิดทูนและรักษาไว้ซึ่งสถาบันชาติ ราชบัลลังก์สิ่งเหล่านี้ที่พวกเรายึดถือมาเป็นหลักในการบริหารตลอดมา ผมมั่นใจว่า คนไทยทุกคนเชื่ออย่างไม่มีข้อสงสัยว่า ชาติของเราจะไม่มีสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้ สถาบันพระมหากษัตริย์เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดที่ทำให้ชาติบ้านเมืองของเรามีสิ่งยึดเหนี่ยว ร่วมกัน มีความรักความสามัคคีกันและมีความจงรักภัคดีเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์มาโดยตลอดและจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป ”

 ในปาฐกถาพิเศษ เรื่อง “สนองพระราชปณิธาน” ของพลเอก เปรม  ติณสูลานนท์ กล่าวในวาระครบรอบ 7 ปี มูลนิธิรัฐบุรุษ และ พิธีมอบรางวัลประกวดบทความ “เกิดมาต้องตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน” เมื่อวันพุธที่ 14 สิงหาคม 2543 มีบทความว่า

 “ หากพวกเรายอมรับคำตอบนี้ ก็หมายความว่า เราเป็นคนดีของแผ่นดิน คนดีของแผ่นดินย่อมจะทำแต่ในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อแผ่นดินคนดีของแผ่นดินย่อมจะซาบซึ้งในพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชดำริ ศรัทธา เทิดทูน ในพระบาทสมพระเจ้าอยู่หัว ฉะนั้นจะไม่มีสิ่งใดเป็นที่สงสัยเลย คนดีของแผ่นดินจะสนองพระราชปณิธานด้วย ความสมัครใจ เต็มใจ พร้อมเพียงกัน ยั่งยืน ตลอดไป ”

 อีกตอนหนึ่ง ความว่า

 “ผู้มีเกียตริครับ ผมมั่นใจว่าถ้าคนไทยทั้งมวล ไม่ว่ามั่งมีหรือยากจน ไม่ว่าจะยึดมั่นในศาสนาใด รับพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชดำริ ทั้งหมดทั้งสิ้นของพระองค์ท่านใส่เกล้าฯไปปฏิบัติอย่างจริงจัง จริงใจ โดยเชื่อมั่นในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงคิดเพื่อพระราชทานให้ แก่พวกเรา เชื่อมั่นในกิจการต่างๆ ที่ทรงประพฤติปฏิบัติเป็นตัวอย่าง ไม่ต้องทั้งหมด แม้เพียงครึ่งเดียว ชาติบ้านเมือง ของเราก็จะสงบสุขร่มเย็น


และตอนสุดท้ายของบทปาฐกถา มีว่า

 “เพราะฉะนั้น จึงใคร่ขอเชิญชวนคนไทยทั้งมวล โปรดซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ และจงรักภัคดีต่อแผ่นดิน พึงตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน ด้วยการน้อมนำพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส และพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไปประพฤติปฏิบัติตามให้ครบถ้วนสมบูรณ์และตลอดไป จะได้ซื่อว่าเราได้สนองพระราชปณิธานของพระผู้ทรงมีพระคุณล้นเหลือเพื่อแผ่นดิน จะได้ซื่อว่า เราเป็นคนไทยที่มีความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่สุดที่จะรักษาผืนแผ่นดินไทยไว้ให้ลูกหลานเราจริง....”

 ทั้งนี้เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 2559 เวลา 18.49 น. สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร เสด็จออก ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี นำคณะองคมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง จำนวน 10 คน ประกอบด้วย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์, นายเกษม วัฒนชัย, นายพลากร สุวรรณรัฐ, นายอรรถนิติ ดิษฐอำนาจ, นายศุภชัย ภู่งาม, นายชาญชัย ลิขิตจิตถะ, พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุข, พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ, พล.อ.ธีรชัย นาควานิช ,พลเอกไพบูลย์ คุ้มฉายา เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่


การนี้ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ นำกล่าวถวายสัตย์ปฏิญาณว่า "ขอถวายสัตย์ปฏิญาณว่า ข้าพระพุทธเจ้าจะจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ และจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้ และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยทุกประการ"

โอกาสนี้ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชดำรัสกับคณะองคมนตรีที่เข้าเฝ้าฯ ถวายสัตย์ปฏิญาณว่า

 "ขอบใจ และแสดงความยินดี ขอบใจที่มีน้ำใจช่วยงาน ที่ว่าคณะองคมนตรีในยุคนี้ ปัจจุบันนี้ก็จะได้รับการมอบภารกิจ ตลอดจนได้รับโอกาส หรือหน้าที่ ที่จะให้คำแนะนำ ตลอดจนช่วยกันดำรงความมั่นคงสถาบันของประเทศชาติ ตลอดจนแบ่งงานกันให้ละเอียดอีกครั้งว่าใคร ทำอะไร เรื่องทำงานก็จะให้ขอคำแนะนำ ตลอดจนปรับความสำคัญในการทำงานของประเทศให้สอดคล้องกับนโยบายเกี่ยวกับสถาบันและประเทศชาติ เป็นเรื่องของแผ่นดิน มีเรื่องต่างๆ ที่จะมอบให้ก็มาก ดังที่ได้คุยกันนอกรอบแล้ว ขอขอบคุณ และได้ป๋ามาเป็นประธาน ก็อุ่นใจแล้ว ทุกคนก็เคยทำหน้าที่ถวายรัชกาลก่อน หลายคนก็เชื่อมือกัน มีความสุข ตั้งใจทำงานได้ ขอบคุณ"


ขอบคุณข้อมูล-ภาพ : มูลนิธิรัฐบุรุษ พลเอกเปรม ติณสูลานนท์

Loading...